เสริมความยืดหยุ่นแก่ธุรกิจและเมืองต่าง ๆ รับมือสถานการณ์หลังการแพร่ระบาดอย่างยั่งยืน

แคนนอน (CANON) ประกาศวิสัยทัศน์ในงานSMART TECH” ประจำภูมิภาคเอเชีย[1] ตั้งเป้าหมายร่วมสนับสนุนภาคธุรกิจและเมืองต่าง ๆ ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นสอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงหลังสถานการณ์การแพร่ระบาด โดย SMART TECH คืองานจัดแสดงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีดิจิทัลครั้งสำคัญของแคนนอนที่ครอบคลุมทั้งการใช้ชีวิตและการทำงานของผู้คน โดยในปีนี้นำเสนอโซลูชันอัจฉริยะ 3 ด้าน ได้แก่ Smart Workplace, Smart Vertical และ Smart Surveillance เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมศักยภาพทางธุรกิจ ตลอดจนสนับสนุนให้เมืองต่าง ๆ เพิ่มขีดความสามารถ และเตรียมความพร้อมต่อการทำงานรูปแบบใหม่ ๆ ในอนาคตได้อย่างมั่นคง  

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบการทำงาน ผู้ปฏิบัติงาน และสถานที่ทำงานของเราในหลายแง่มุม ซึ่งช่วยย้ำเตือนถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน และเพื่อการตั้งรับต่อการคุกคามในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจจำเป็นต้องยกระดับความคล่องตัวในการดำเนินงานผ่านการใช้ระบบอัตโนมัติ ซึ่งการปรับใช้เทคโนโลยีที่ส่งเสริมกำลังการผลิตถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางอันทรงประสิทธิภาพที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นภายใต้สถานกรณ์ทางเศรษฐกิจที่ผันผวนอย่างต่อเนื่อง

“การแพร่ระบาดได้มอบบทเรียนอันมีค่าแก่เรามากมายในเรื่องการเสริมสร้างความยืดหยุ่นอย่างชาญฉลาดในโลกที่ไม่แน่นอน” มร. อุย ชิค โฮ รองประธาน กลุ่มผลิตภัณฑ์บิสซิเนสอิมเมจจิ้งโซลูชั่น บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าว “และด้วยบทเรียนราคาแพงนี้ ภาคธุรกิจจึงต้องการโซลูชันใหม่ ๆ เพื่อการรับมือและผ่านพ้นความท้าทายที่อาจจะอุบัติขึ้นได้อย่างมั่นใจ และในงาน SMART TECH ครั้งนี้ แคนนอนมุ่งมั่นนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันใหม่ล่าสุดแก่ภาคธุรกิจ เพื่อสร้างแนวทางการทำงานที่ดีเยี่ยมในช่วงเวลาอันท้าทาย”

วิสัยทัศน์งาน SMART TECH ตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดหลัก 3 ด้าน ได้แก่ Smart Workplace, Smart Vertical และ Smart Surveillance

Smart Workplace

แม้โลกสามารถผ่านพ้นวิกฤติการแพร่ระบาด หากธุรกิจต่าง ๆ ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านในการบริหารทีมงานที่เปลี่ยนแปลงไป Smart Workplace นำเสนอโซลูชันเพื่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานแบบดั้งเดิมสู่ระบบดิจิทัล นับตั้งแต่การบริหารจัดการข้อมูล การใช้ระบบอัตโนมัติในขั้นตอนต่าง ๆ สู่การประสานงานจากทุกฝ่าย ตลอดจนผสานการทำงานทั้งแบบทางไกล ในไซต์งาน และแบบไฮบริดให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งขั้นแรกของการสร้าง Smart Workplace คือการเปลี่ยนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ต่อด้วยการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานให้เป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด

Smart Workplace ประกอบด้วยโซลูชันเพื่อการบริหารจัดการข้อมูลและการใช้ระบบอัตโนมัติในขั้นตอนการทำงาน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของข้อมูลในทุกระดับและสนับสนุนทีมงานยุคใหม่ที่ต้องการขีดความสามารถขั้นสูง ยกตัวอย่างเช่น การเรียกดูใบกำกับสินค้าและสัญญาแบบดิจิทัลได้อย่างง่ายดาย และยังสามารถส่งต่อไปยังผู้รับที่เกี่ยวข้องได้โดยอัตโนมัติเพื่อขอการอนุมัติตามกำหนดเวลา ทั้งยังสามารถติดตามงานค้างและสัญญาที่หมดอายุ เพื่อการบริหารจัดการได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านระบบการแจ้งเตือนอัตโนมัติ ด้วยระบบการเรียกดูข้อมูลที่ง่ายดายและระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ ทำให้ Smart Workplace ช่วยลดขั้นตอนการทำงานโดยมนุษย์ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานได้จากทุกที่และประสานงานกับฝ่ายอื่น ๆ ในสถานที่ทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ

Smart Vertical

การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิศาสตร์การเมืองและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อธุรกิจต่าง ๆ ด้วยความซับซ้อนของระบบการขนส่งและความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องพบกับปัญหามากมาย ซึ่งรวมถึงการส่งเอกสารกระดาษผิดพลาดและมาตรฐานการดำเนินงานที่ต่ำกว่าเกณฑ์ ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านขั้นสูงและโซลูชันระบบอัตโนมัติของแคนนอน ทำให้ Smart Vertical สามารถจัดระบบงานที่ซับซ้อนและมีความเฉพาะตัวของแต่ละส่วนงานให้มีรูปแบบที่สอดคล้องกัน ทั้งยังลดขั้นตอนการทำงานด้วยมนุษย์ที่อาจเสี่ยงต่อความผิดพลาด ช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจที่มีรูปแบบเฉพาะเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตได้อย่างมั่นใจ

สำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องบริหารจุดให้บริการ (Touchpoint) และพันธมิตรจำนวนมาก เช่น โลจิสติกส์ซึ่งต้องจัดการกับเอกสารกระดาษจำนวนมหาศาลจากต้นทางที่แตกต่างกันและยังต้องเสียเวลาอย่างมากในการค้นหาเอกสารเพื่อการตรวจสอบ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นภาระหนักที่ต้องจัดการ โดย Smart Vertical สามารถช่วยได้ด้วยการสร้างระบบบเอกสารดิจิทัลที่ตรวจสอบและเชื่อถือได้ เพื่อช่วยลดข้อผิดพลาด โดยมีทั้งหลักฐานภาพถ่ายและการเก็บภาพลายเซ็นดิจิทัล เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามาตรฐานการดำเนินงานจะเป็นไปตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน

Smart Surveillance

เมื่อสังคมเมืองเริ่มขยายตัว ความหนาแน่นของประชากรในเมืองต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดและเหตุการณ์ที่มีการรวมตัวของมวลชน การใช้ Smart Surveillance ซึ่งมีระบบการวิเคราะห์วิดีโอตรวจนับจำนวนคนแบบเรียลไทม์ ก็สามารถยกระดับความปลอดภัยให้แก่สาธารณชนได้

ด้วยความสามารถในการตรวจจับฝูงชนในพื้นที่ที่มีมวลชนหนาแน่นตั้งแต่เริ่มต้น เช่น ศูนย์รวมความบันเทิงหรือสนามกีฬา ทำให้ Smart Surveillance สามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ได้ทันทีและเปิดใช้งานมาตรการควบคุมฝูงชนได้อย่างรวดเร็วเพื่อช่วยป้องกันภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ Smart Surveillance ยังส่งเสริมการเติบโตเชิงพาณิชย์ด้วยการตรวจจับรูปแบบการเดินเข้าสู่ร้านค้าของผู้บริโภค ซึ่งระบบการวิเคราะห์วิดีโอตรวจนับจำนวนคนจะช่วยให้ธุรกิจสามารถวิเคราะห์รูปแบบการจับจ่ายและเพิ่มรายได้จากการขายได้สูงสุด

นอกจากนี้ Smart Surveillance ยังช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเรียกดูฟุตเทจวิดีโอรักษาความปลอดภัยได้จากทุกที่ผ่านระบบวิดีโอเฝ้าระวังบนคลาวด์ ซึ่งนี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากระบบการเฝ้าระวังและการเก็บบันทึกวิดีโอในสถานที่แบบดั้งเดิมซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและยุ่งยาก การผสานระบบวิดีโอเฝ้าระวังบนคลาวด์ขั้นสูงและการวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ Smart Surveillance ช่วยให้เมืองใหญ่ต่าง ๆ มีศักยภาพสูงขึ้น และสามารถตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยทางธุรกิจผ่านการดำเนินงานทางไกล เพื่อป้องกันการหยุดชะงักจากสาเหตุต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที


[1] ครอบคลุมประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินเดีย ฮ่องกง ไต้หวัน และฟิลิปปินส์